สาระน่ารู้ เกี่ยวกับ อาหารพลังงานสะอาด

สาระน่ารู้ เกี่ยวกับ อาหารพลังงานสะอาด

ปัจจุบันเราต้องพบเจอกับสภาวะต่างๆ รอบตัวที่แปรผันมากมาย โดยหลายปัจจัยล้วนเป็นบ่อเกิดของความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยต่างๆ ทั้งที่แสดงอาการโดยฉับพลัน และการเก็บสะสมสารก่อโรคเพื่อแสดงอาการในภายหลัง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตปกติของคนเราทั้งสิ้น ดังนั้นเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดี การดูแลตนเองตามวิถีสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ รับประทานอาหาร ผัก และผลไม้ที่มีประโยชน์ รวมถึงการเสริมคุณค่าด้วยสารอาหารต่างๆ ที่ร่างกายต้องการตามช่วงวัย จึงนับว่าเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในยุคปัจจุบัน

เรามาทำความรู้จักกับ “อาหารพลังงานสะอาด” กันเลยครับ

“อาหารพลังงานสะอาด” คือ อาหารที่รับประทานแล้วร่างกายสามารถนำไปเผาผลาญได้มาก และสะสมเป็นพลังงานในรูปไขมันได้น้อย ซึ่งแตกต่างจาก “อาหารพลังงานสกปรก” ที่ร่างกายมักเก็บสะสมในรูปไขมันมากกว่าเผาผลาญ ทำให้ไขมันสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นำไปสู่ภาวะอ้วน
อันที่จริงแล้วตัวผมเองก็ไม่ได้เสี่ยงกับโรคอ้วนนะครับ (แต่ก็กินจุพอสมควร) แต่ถ้าหากเราได้รับพลังงานจากอาหารเกินความจำเป็นหรือมากกว่าความต้องการของร่างกายล่ะ? มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือไม่? แล้วจะส่งผลเสียกับสุขภาพเรามากน้อยเพียงใด?

ร่างกายจำเป็นต้องได้รับพลังงานจากอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน เพื่อนำพลังงานเหล่านี้มาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่ถ้าร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารเกินความจำเป็นหรือมากว่าความต้องการของร่างกาย พลังงานเหล่านี้ก็จะถูกเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมันตามเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้รูปร่างดูอ้วนไม่สมส่วน โดยภาวะอ้วนจะส่งผลเสียต่อร่างกายหลายประการ ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเฉียบพลัน และโรคเรื้อรังต่างๆ อันได้แก่ โรคเบาหวาน มะเร็ง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต ภูมิคุ้มกันต่ำ ข้อเสื่อม เป็นต้น

การดูแลรูปร่างโดยทั่วไป จึงเน้นการควบคุมปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับ ในแต่ละวันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่ในความเป็นจริง แม้ในอาหารที่มีแคลอรี่เท่ากัน อาจทำให้เกิดภาวะอ้วนได้ต่างกัน เพราะอาหารที่มาจากอาหารพลังงานสกปรก จะเผาผลาญได้ไม่ดีเท่ากับอาหารที่มาจากพลังงานสะอาด ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ หรืออาหารพลังงานสะอาดในปริมาณที่เหมาะสม จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการควบคุมน้ำหนักและดูแลรูปร่างให้ดูดีอยู่เสมอนั่นเอง

แล้วอาหารพลังงานสะอาดมาจากแหล่งไหนบ้างล่ะครับ?

คาร์โบไฮเดรตที่ดี (Good Carbohydrate) เช่น ธัญพืชไม่ขัดสีหลากหลายสายพันธุ์ มีคุณสมบัติที่สำคัญคือ มีดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) เพราะมีโครงสร้างที่ซับซ้อน ทำให้ย่อยและดูดซึมได้ช้า จึงเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดเพียงเล็กน้อย ภายหลังรับประทาน ทำให้ร่างกายหลั่งอินซูลินออกมาน้อย ลดโอกาสการดื้อต่ออินซูลิน ส่งผลดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน และลดภาระการทำงานของตับอ่อนในการหลั่งอินซูลินอีกด้วย และที่สำคัญจะช่วยลดการสร้างไขมันใหม่ ลดการสะสมไขมันส่วนเกิน จึงช่วยลดและควบคุมน้ำหนักได้

โปรตีนคุณภาพชั้นเลิศ (High Quality Protine) เช่น เวย์โปรตีนเข้มข้นผสมคอลลาเจนจากปลาทะเลน้ำลึก มีคุณสมบัติที่สำคัญ คือ มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน ในปริมาณสูง ร่างกายสามารถดูดซึมได้ดี ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดสารพิษได้ดีขึ้น อีกทั้งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย มีกรดอะมิโนชนิดกิ่ง (Branch Chain Amino Acids) ที่ช่วยในการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และสลายไขมันสะสม ทั้งยังมีกรดอะมิโนชนิดที่มีส่วนสำคัญในการผลิตกลูต้าไธโอนของร่างกายจึงมีส่วนช่วยในการเพิ่มระดับกลูต้าไธโอนในกระแสเลือด

ไขมันที่มีประโยชน์ (Healthy Fat) เช่น น้ำมันคาโนล่ามีคุณสมบติที่สำคัญ คือ มีกรดไขมันอิ่มตัวมาก มีสัดส่วนของกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 ต่อ และโอเมก้า 6 ที่สมดุลกัน มีกรดไขมันโอเมก้า 9 สูง โดยน้ำมันคาโนล่าถือเป็นน้ำมันที่มีสัดส่วนของกรดไขมัน กลุ่มโอเมก้า 3:6:9 เหมาะสมที่สุด

ประโยชน์ของการบริโภคอาหารพลังงานสะอาด

  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสมตลอดวัน
  • ลดบทบาทของฮอร์โมนอินซูลิน เพิ่มการทำงานของฮอร์โมนไทรอยด์
  • ลดการสร้างไขมันใหม่ เพิ่มการเผาผลาญไขมันเก่าที่สะสมมานาน
  • เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ
  • เพิ่มภูมิคุ้มกัน
  • เพิ่มประสิทธิภาพการเสริมสร้างซ่อมแซมร่างกาย
  • หุ่นสวย สุขภาพดี

ดังนั้น การบริโภคอาหารพลังงานสะอาด ถือเป็นทางเลือกที่ทรงประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการลดและควบคุมน้ำหนัก พร้อมทั้งสร้างสุขภาพ ความงาม ความอ่อนเยาว์ รวมทั้งบำบัดโรคและเสริมสุขภาพเพื่อคนทุกเพศทุกวัย

สาระน่ารู้ เกี่ยวกับวัฏจักรของแป้งและค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic index, GI)

โดยปกติเมื่อคนเรารับประทานอาหารจำพวกแป้งเข้าไป ร่างกายจะย่อยแป้งเป็นน้ำตาลกลูโคส และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น จะกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินเพื่อนำน้ำตาลกลูโคสไปใช้เป็นพลังงาน พร้อมเก็บสะสมในรูปไกลโคเจนไว้ในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย

ค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic index, GI) เป็นหน่วยวัดผลของคาร์โบไฮเดรตต่อระดับน้ำตาลในเลือด ค่า GI จะแบ่งได้ดังนี้

  • อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ (มีค่า GI ระหว่าง 0-55) ได้แก่ แป้งจากธัญพืช ใยอาหาร มอลติตอล
  • อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลระดับกลาง (มีค่า GI ระว่าง 56-69) ได้แก่ ข้าวกล้อง อาหารเส้น
  • อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง (มีค่า GI ระหว่าง 70-100) ได้แก่ ข้าวขัดสี ขนมปังขาว ข้าวเหนียว

หลังจากที่รับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต เช่น แป้งหรือน้ำตาล ร่างกายจะเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตไปเป็นน้ำตาลกลูโคส และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด โดยอาหารที่มีค่า GI ต่ำจะถูกย่อยอย่างช้าๆ ทำให้น้ำตาลกลูโคสถูกปล่อยเข้าไปในกระแสเลือดอย่างช้าๆ ระดับน้ำตาลในเลือดจึงเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างช้าๆ ตับอ่อนจึงหลั่งอินซูลินในปริมาณไม่สูง ทำให้ดึงน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์และเก็บสะสมเป็นไขมันได้ต่ำ ดังนั้น จึงควรเลือกรับประทานอาหารที่มีค่า GI ต่ำ (น้อยกว่า 55) โดยรับประทานบ่อยมื้อ มื้อละน้อยๆ เพื่อลดบทบาทของอินซูลินในการนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ จึงลดการกระตุ้นการสร้างและสะสมไขมันได้อีกทางหนึ่ง

Leave a Reply

Close Menu